
เรียกได้ว่าเป็นวาระแฟชั่นแห่งชาติอย่างแท้จริง สำหรับการกลับมาของ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ที่เปิดตัวแรงขึ้นแท่นภาพยนตร์เปิดตัวอันดับ 1 ในไทย โดยเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดทำเงินวันแรกสูงสุดของปี 2026 ในประเทศไทย พร้อมกวาดรายได้สุดสัปดาห์แรกมุ่งสู่ 50 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสตอบรับล้นหลามจากผู้ชมที่ยกให้เป็นมากกว่าหนังแฟชั่น และถึงจะไม่ใช่สายแฟ ก็ยังเอ็นจอยได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
เริ่มที่ลุคของ “Andy Sachs” ที่เน้นให้เป็น Feminine Menswear โดยมีชิ้นเด่นเป็นเสื้อกั๊ก เบลเซอร์เนื้อผ้านุ่ม และเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อเบลาส์ที่จับคู่กับกางเกงเอวสูง ในฐานะนักข่าว เครื่องแต่งกายของตัวละครนี้ต้องดูเหมือนผ่านการใช้งานจริง มีชีวิต มีเรื่องราว โดยผสมผสานไอเท็มวินเทจกับของใหม่ ก่อนเผยว่าในเรื่องนี้ Anne Hathaway มีการเปลี่ยนชุดมากถึง 47 ลุค
สำหรับ “Miranda Priestly” บรรณาธิการสุดเฉียบ Rogers ต้องการให้ silhouette หลักของเธอทำหน้าที่เป็นยูนิฟอร์ม “Meryl Streep” มีส่วนร่วมในการเป็นผู้เลือกไอเท็มหนึ่งด้วยตัวเอง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดของภาพยนตร์ในแง่ High-Low Fashion นั่นก็คือต่างหูห่วงสีเงินจากร้านยา CVS
ในภาคต่อนี้ “Emily Charlton” กลับมาพร้อมความจัดจ้านแบบเต็มพิกัด และครั้งนี้ไม่มีคำว่า “Too Much” สำหรับเธอ เป็นตัวละครที่ทีมช็อปปิ้งทุกคนอยากแต่งตัวให้มากที่สุด เพราะสามารถเล่นให้สุดได้อย่างเต็มที่ ทั้งในแง่ของความจัดจ้านและความ Edgy
พูดถึงลุคของ “Nigel Kipling” สไตล์ของเขาไม่ได้พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่กลับสะกดด้วยความประณีตในรายละเอียด ตั้งแต่ Tailoring ไปจนถึงแอ็กเซสเซอรี
นับได้ว่าแต่ละลุคไม่เพียงแค่มอบสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนตัวตนและภาพลักษณ์ของเหล่าตัวละคร แต่ยังบอกเล่าถึงเส้นทางชีวิต การเติบโต และตัวตนของพวกเขาด้วย และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ไม่ใช่แค่หนังแฟชั่น แต่คือหนังที่ทำให้แฟน ๆ และผู้ชมอยากลุกขึ้นมาเป็นเวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเอง พร้อมลุคที่ใช่ และความมั่นใจแบบสับกว่าที่เคย
ใครยังไม่ได้ดู ห้ามพลาด! ไปอินกับความเริ่ดของเหล่าตัวแม่แบบเต็ม ๆ ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
